เครื่อง CPAP คืออะไร
- 12 ก.พ. 2567
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 19 มี.ค. 2567
เครื่อง “CPAP (Continuous Positive Airway Pressure)” เป็นวิธีการรักษาอาการนอนกรนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในการบรรเทาอาการนอนกรน ในปัจจุบัน ช่วยแก้ไขปัญหาเพื่อปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น ซึ่งการนอนกรนทำให้เสี่ยงต่อการหยุดหายใจชั่วขณะนอนหลับได้ ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทำให้เกิดโรคอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน
ในบทความนี้จะช่วยแนะนำวิธีการใช้งานของเครื่อง CPAP อย่างถูกต้อง เพื่อช่วยให้คุณทำการใช้ CPAP ได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง
สารบัญ
การทำงานเครื่อง CPAP
เราควรตรวจ Sleep Test ก่อนหรือไม่
ตรวจ Sleep test ที่ไหนดี
เงื่อนไขในการรับสิทธิ์ของประกันสังคม
ข้อดีของการใช้ CPAP ในระยะยาว
การเลือกหน้ากาก CPAP ที่เหมาะสม
การดูแลและทำความสะอาดเครื่อง CPAP
การใช้งานเครื่อง CPAP ให้ถูกวิธี
การทำงานเครื่อง CPAP แบบอัตโนมัติ
โดยปกติเครื่อง CPAP แบบอัตโนมัติ จะปรับแรงดันสูงขึ้นค่อนข้างเร็วเมื่อ detect เจอภาวะหยุดหายใจ แต่เมื่อผู้ใช้กลับมาหายใจเป็นปกติแล้วเครื่องจะไม่ลดแรงดันลมทันที แต่จะคอยดูให้แน่ใจว่าผู้ใช้หายใจเป็นปกติแล้วในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จึงค่อยๆปรับแรงดันลม ทั้งนี้เพื่อให้แรงดันเสมอและไม่ขึ้นๆลงๆมากเกินไป ในเครื่อง CPAP มีความพิเศษคือสามารถปรับตั้งค่าให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละคนได้ละเอียดมากกว่า คือ
สามารถตั้งค่าแรงดันได้ 3 ระดับ ยกตัวอย่างเช่น
ตั้งค่าแรงดันเริ่มต้นที่ 4 cmH2O ค่าแรงดันสูงสุดที่ 12 cmH2O และค่าแรงดันรักษา (Treatment Pressure) ที่ 8 cmH2O เป็นต้น เครื่องจะวิ่งอยู่ที่แรงดันระหว่าง 4-8 cmH2O เป็นหลัก จะวิ่งเกิน 8 cmH2O ต่อเมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น และเมื่อแรงดันวิ่งอยู่ระหว่าง 8-12 cmH2O จะอยู่ไม่นานเมื่อผู้ใช้หายใจเป็นปกติก็จะลดแรงดันลงอย่างรวดเร็ว มากกว่าตอนที่แรงดันอยู่ระหว่าง 4-8 cmH2O
สามารถตั้งความไวในการ detect ภาวะหยุดหายใจได้ (Sensitivity) ถ้าเราตั้งความไวให้มากขึ้น แรงดันก็จะตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของการหายใจเราเร็วขึ้น
เราควรตรวจ Sleep Test ก่อนหรือไม่
เนื่องจาก เครื่อง CPAP จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ ควรไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคจากการนอนหลับโดยเฉพาะ (Sleep Specialist) ซึ่งกรณีส่วนใหญ่ แพทย์จะส่งต่อให้ท่านไปทำการตรวจ Sleep test ก่อน ทั้งนี้เพื่อเหตุผลสำคัญดังนั้นจะได้ข้อมูลต่างๆ ในการวิเคราะห์ และวินิจฉัย เพื่อแนะนำวิธีรักษาที่เหมาะสมกับท่านเพื่อหาระดับอาการก่อนการรักษาใช้เป็นตัววัดความคืบหน้าของการรักษา
ตรวจ Sleep test ที่ไหนดี
การตรวจการนอนหลับสามารถตรวจได้ทั้งที่โรงพยาบาล และ ศูนย์ตรวจการนอนหลับ โดยเราจะต้องไปนอนตรวจตอนกลางคืนที่สถานที่นั้นๆ (ยกเว้นแต่ผู้ที่ติดนิสัยนอนตอนกลางวัน เช่น คนที่ทำงานตอนกลางคืน จะสามารถตรวจตอนกลางวันได้)
ผลที่ได้จากการตรวจจะได้รับการแปลผลและให้คำปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับว่าเรามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับหรือไม่ และมีความรุนแรงระดับไหน สามารถใช้ค่าที่ได้จากการตรวจในการวางแผนการรักษาและติดตามการรักษา เช่น ใช้ในการปรับแรงดันลมของ เครื่อง CPAP เป็นต้น
โรงพยาบาลของรัฐ สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วไป ได้ ราคาประมาณ 9,000 – 10,000 บาท หากเป็นข้าราชการ ข้าราชการบำนาญ และรัฐวิสาหกิจ สามารถเบิกค่าตรวจตาม กรมบัญชีกลางได้ 7,000 บาท ส่วนสิทธิประกันสังคมสามารถเบิก ได้ตามสิทธิ์ที่โรงพยาบาลที่เราทำประกันตน
โรงพยาบาลเอกชน ราคาจะสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ แต่สะดวก ไม่ต้องรอคิวนาน ราคาประมาณ 12,000 – 25,000 บาท
ศูนย์ตรวจการนอนหลับ ตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ โดยเฉพาะ ไม่ต้องรอคิวนาน ราคาประมาณ 9,900 – 12,000 บาท
เงื่อนไขในการรับสิทธิ์ของประกันสังคม
ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 จะได้รับสิทธิจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายในเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริหารทางการแพทย์
ผู้ประกันตนตามมาตรา 38 และมตรา 41 จะได้รับสิทธฺเมื่อจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในเวลา 15 เดือนก่อนวันรับบริหารทางการแพทย์ และได้สิทธิรับสิทธิคุ้มครองภายใน 6 เดือน ตั้งแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
การตรวจการนอนหลับยังสามารถตรวจที่บ้านได้ เรียกว่า home sleep test การตรวจนี้เหมาะสำหรับผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายหรือเดินทางได้ลำบาก หรือในผู้ที่ไม่อยากนอนตรวจในสถานที่ที่ไม่คุ้นชิน การตรวจ sleep test จะมีการตรวจวัดค่าที่น้อยลง โดยมีจุดประสงค์ เพื่อตรวจคัดกรองภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นหลักจึงไม่สามารถวินิจฉัยความผิดปกติของการนอนหลับชนิดอื่นๆได้
อ้างอิง
ข้อดีของการใช้ CPAP ในระยะยาว
เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคต่างๆ ที่อาจเกิดจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อีกด้วย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น โดยหากท่านติดตามดูแลการรักษากับแพทย์อย่างใกล้ชิด จะมีความเสี่ยงในการรักษาน้อยมาก
การเลือกหน้ากาก CPAP ที่เหมาะสม
ควรหน้ากากให้เหมาะกับรูปใบหน้าและสรีระ เราจะมีโอกาสเลือกชนิดของหน้ากากให้เข้าได้กับรูปใบหน้าหรือท่านอนได้ เพื่อให้ใส่หน้ากากนอนได้สบายและลมไม่รั่วออกจากหน้ากากขณะนอนหลับ การเลือกหน้ากาก CPAP เหมาะสมเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อให้การใช้ CPAP มีประสิทธิภาพและสะดวกสบายที่สุด
ประเภทของหน้ากากหลักๆ มี 3 รูปแบบ
หน้ากากแบบครอบทั้งปากและจมูก (Full Face Mask) เหมาะสำหรับผู้ที่หายใจทางปากหรือมีปัญหาในการหายใจทางจมูก.
หน้ากากจมูก (Nasal Mask) ใช้งานง่ายที่สุด และไม่ค่อยเกิดลมรั่ว
หน้ากากแบบสอดจมูก (Pillow Mask ) ข้อดีคือหน้ากากแบบนี้จะมีความรู้สึกสบายในการใช้งานมากที่สุด อึดอัดน้อยที่สุด เนื่องจากไม่มีส่วนที่กดทับกับใบหน้าของเราหรือมีน้อยมาก ส่วนข้อเสียคือมักเกิดลมรั่วได้ง่าย โดยเฉพาะที่แรงดันลมสูงๆ และบางท่านอาจรู้สึกระคายเคืองบริเวณปลายรูจมูก













ความคิดเห็น